Loading...

Blog

พะโล้เจ

พะโล้เจ สูตรไม่ใส่ เครื่องพะโล้ อาหารเจอิ่มสบายได้โปรตีน

พะโล้เจ ไม่ต้องพึ่งผงพะโล้หรือเครื่องพะโล้ก็อร่อย เพราะมีกลิ่นหอมจากเห็ดหอม แถมได้โปรตีนเน้น ๆ อิ่มย่อยง่ายใจสะอาด

พะโล้เจ ใกล้เข้าเทศกาลกินเจ อีกแล้ว เชื่อว่าหลายคนก็ตระเตรียมทำอาหารเจ กินในครอบครัว โดยเฉพาะเมนูพะโล้เจที่กินได้ทุกวัย กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำพะโล้เจ สูตรไม่ใส่ผงพะโล้หรือเครื่องพะโล้ แต่อร่อยด้วยกลิ่นเห็ดหอม ใส่หมี่กึง เต้าหู้ทอด และเห็ดหอม เติมสีสันจากซีอิ๊วดำ เอาล่ะ… มาเข้าครัวพร้อมกันเลยค่ะ

 

พะโล้เจ

ส่วนผสม ต้มพะโล้เจ

​​ ​​ ​​​​ ​​​​​​•​ เต้าหู้ทอด 3 ก้อน
​​ ​​ ​​​​ ​​​​​​•​ เห็ดหอมแห้ง (แช่น้ำจนนุ่ม) หรือเห็ดหอมสด 5 ดอก
​​ ​​ ​​​​ ​​​​​​•​ หมี่กึง (หั่นแว่น) 1/2 ถ้วย
​​ ​​ ​​​​ ​​​​​​•​ น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
​​ ​​ ​​​​ ​​​​​​•​ ซอสเห็ดหอม (เจ) 1/2 ช้อนโต๊ะ
​​ ​​ ​​​​ ​​​​​​•​ เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
​​ ​​ ​​​​ ​​​​​​•​ น้ำตาลปี๊บ 1/2 ช้อนโต๊ะ
​​ ​​ ​​​​ ​​​​​​•​ ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
​​ ​​ ​​​​ ​​​​​​•​ ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนโต๊ะ
​​ ​​ ​​​​ ​​​​​​•​ น้ำแช่เห็ดหอม 1 ถ้วย

วิธีทำพะโล้เจ

1. ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชเล็กน้อยลง พอร้อนใส่เห็ดหอมลงไปผัดจนหอม จากนั้นใส่หมี่กึงตามลงไปผัดจนสุก ตักใส่หม้อ เตรียมไว้
2. เติมน้ำแช่เห็ดหอมลงในหม้อ ใส่เต้าหู้ลงไป เปิดไฟกลางต้มจนเดือด ปรุงรสด้วยซอสเห็ดหอม เกลือป่น น้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วขาว และซีอิ๊วดำ คนให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ พร้อมเสิร์ฟ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

Read more
อาหารคลีน

อาหารคลีน เมนูปลาแซลมอน ทำง่ายสำหรับมือใหม่หัดกินคลีน

อาหารคลีน ที่คนรักสุขภาพนิยมทำกินเอง นอกจากจะเป็นเมนูอกไก่แล้ว ยังมีเมนูปลาแซลมอนอีกหนึ่งอย่าง วัตถุดิบเปี่ยมประโยชน์ยอดฮิตที่คนกินคลีนมักจะนำไปทำเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ

อาหารคลีน ใคร ๆ ก็รู้ว่าปลาแซลมอนมีประโยชน์ต่อสุขภาพ บำรุงสมองและหัวใจ ไขมันต่ำ ย่อยง่าย กินแล้วสุขภาพดีจริง ๆ ที่สำคัญแต่ละสูตรไม่ใช้การทอด ใช้การอบอย่างเดียว เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากหันมากินคลีนและอยากทำอาหารคลีนกินเองมากเลยค่ะ

แซลมอนอบผักรวม

เมนูปลาแซลมอนอบผักรวม (Salmon Veggies in Foil) อาหารคลีนกินง่ายทำง่าย นอกจากมีเนื้อปลาแซลมอนชิ้นโตหอมกลิ่นสมุนไพรแล้ว ยังเต็มไปด้วยผักสารพัด ทั้งซูกินี สควอชเหลือง และมะเขือเทศ เพิ่มความเปรี้ยวด้วยน้ำเลมอนทำให้ไม่เลี่ยน เพื่อน ๆ สามารถทำกินเป็นอาหารมื้อเย็นได้แบบไม่ต้องกลัวอ้วนเลยค่ะ

อาหารคลีน

สิ่งที่ต้องเตรียม

• เนื้อปลาแซลมอน 4 ชิ้น (ชิ้นละประมาณ 150 กรัม)
• ซูกินี 2 ลูกเล็ก
• สควอชเหลือง (หั่นรูปเสี้ยวพระจันทร์) 2 ลูกเล็ก
• หอมแดงหั่นบาง 1 ลูก
• กระเทียมสับละเอียด 1 กลีบ
• น้ำมันมะกอก 2 1/2 ช้อนโต๊ะ
• เกลือป่น
• พริกไทยดำป่น
• น้ำเลมอน 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
• มะเขือเทศท้อหั่นเต๋า 2 ลูกใหญ่
• หอมแดงหั่นเต๋า 1 ลูก
• ใบไทม์สดสับ 1 ช้อนโต๊ะ (หรือใบไทม์แห้ง 1 ช้อนชา)
• ออริกาโน่ 3/4 ช้อนชา
• ใบมินต์แห้ง 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

• 1. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 400 องศาฟาเรนไฮต์ เตรียมไว้
• 2. ใส่ซูกินี สควอชเหลือง หอมแดงหั่นบาง กระเทียม น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ โรยเกลือและพริกไทยดำลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน เสร็จแล้วแบ่งใส่ลงไปตรงกลางกระดาษฟอยล์ทั้ง 4 แผ่น เตรียมไว้
• 3. แบ่งน้ำมันมะกอกออกมา 1 ช้อนโต๊ะ นำมาทาเนื้อปลาแซลมอนให้ทั่วทั้ง 4 ชิ้น เสร็จแล้วโรยเกลือและพริกไทยดำให้ทั่ว นำมาจัดลงบนส่วนผสมผักที่ได้วางไว้บนฟอยล์ ใส่น้ำเลมอน โรยเกลือและพริกไทยดำลงไปด้านบนเนื้อปลาแซลมอน เตรียมไว้
• 4. นำมะเขือเทศ หอมแดงหั่นเต๋า ใบไทม์ ออริกาโน่ ใบมินต์ และน้ำมันมะกอกที่เหลือ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยดำ นำไปราดบนเนื้อปลาแซลมอนทั้ง 4 ชิ้น
• 5. ห่อส่วนผสมด้วยกระดาษฟอยล์ เริ่มจากพับริมด้านยาวเข้ามาทั้ง 2 ด้าน ตามด้วยพับริมด้านกว้างทั้ง 2 ด้าน
• 6. นำเข้าเตาอบ ประมาณ 25-30 นาที เปิดฟอยล์ออก พร้อมเสิร์ฟ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

Read more
สุดยอด

สุดยอด อาหาร ที่ควรทานทุกวัน และยังให้คุณประโยชน์กับเรา

สุดยอด อาหาร  ไม่ว่าใคร ๆ ก็ล้วนแล้วอยากจะมีสุขภาพที่ดีไม่ต่างกัน ดังนั้น การดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย และการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

สุดยอด อาหาร เป็นวิธีง่าย ๆ ที่หลาย ๆ คนเลือกใช้ และที่สำคัญ มันให้ผลลัพธ์ที่ดีซะด้วยสิ โดยเฉพาะเรื่องการรับประทานอาหารที่ทำให้สุขภาพดีจากภายใน ยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ทุกวันเลยล่ะ

อ๊ะ ๆ แต่รู้มั้ยคะว่า นอกจากการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่แล้ว หากคุณได้รับประทาน “สุดยอดอาหาร” ในทุก ๆ วันแล้ว ยิ่งทำให้คุณมีสุขภาพดีมากขึ้นไปอีก เอ? ว่าแต่สุดยอดอาหารที่ว่านี้ คืออะไร อิอิ.. ตามไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

1. เบอร์รี

แม้ว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รีจะเคยเป็นผลไม้ที่หาทานได้ยากในบ้านเรา แต่ในสมัยนี้เห็นจะไม่ใช่อย่างนั้นแล้วล่ะค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้เค้ามีขายกันเกลื่อนตามห้างสรรพสินค้า และท้องตลาดบางแห่งด้วยแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมคะว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รีนั้น ช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารได้มากเลยทีเดียว แถมยังมีแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ และที่สำคัญ ยังมีวิตามิน C ที่ช่วยในเรื่องผิวพรรณและหวัดอีกด้วย

 

2. ไข่ไก่

ไข่ไก่เป็นสุดยอดอาหารที่หาง่ายมาก ๆ แถมยังราคาถูกอีกแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมว่า ไข่ไก่นั้นเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพสูง ที่ทำให้คุณได้พลังงานแต่ไม่อ้วน แถมมีประโยชน์ในการบำรุงสายตา อ้อ แถมยังมีลูทีนที่จะป้องกันผิวคุณจากการทำลายของแสงแดดอีกด้วย

 

3. ถั่ว

ถั่วเป็นแหล่งของเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการส่งผ่านออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย โดยในถั่ว 1 ถ้วย จะให้ธาตุเหล็กประมาณ 16 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงเลยทีเดียว นอกจากนี้ ถั่วยังมีไฟเบอร์ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ง่ายอีกด้วย

 

4. อัลมอนต์ แม็คคาเดเมีย และมะม่วงหิมพานต์

เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ จากการศึกษาของนักโภชนาการ พบว่า ผู้ที่รับประทานเมล็ดพืชเหล่านี้จะมีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่ได้ทานถึง 2 ปีครึ่งเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีโอเมก้า 3 เอแอลเอ ที่จะส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้น ที่สำคัญยังช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีด้วย

 

สุดยอด อาหาร

5. ส้ม

เป็นแหล่งวิตามิน C คุณภาพ ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค รวมทั้งยังมีไฟเบอร์สูง เป็นแหล่งของแอนติออกซิแดนท์ ที่จะช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลาย และเสริมสร้างคอลลาเจนในผิว เรียกว่าคุณประโยชน์ครบครันเลยทีเดียว

 

6. มันเทศ

อาหารที่หาได้ง่าย แถมยังให้ประโยชน์มากมายกับสุขภาพอีก มันเทศเป็นแหล่งเบตาแคโรทีนชั้นดีที่ช่วยในการบำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และที่หลาย ๆ คนคิดไม่ถึง คือ มันเทศมีสารต้านมะเร็งสูงอีกด้วยค่ะ

 

7. บรอกโคลี

เป็นแหล่งของวิตามินซี เอ และเค เป็นผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงสายตา และมีสารไอโซธิโอไซยาเนทส์ (Isothiocyanates) ที่ช่วยต่อต้านมะเร็งปอด รวมถึงมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ วิตามินเคยังเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกด้วย

 

8. ชา

แม้ว่าชาจะเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ไม่ได้ให้ผลดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ แต่รู้ไหมว่า การดื่มชาในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นอัลไซเมอร์ มะเร็ง และทำให้สุขภาพฟันและกระดูกแข็งแรงขึ้น เพราะในชานั้นมีสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่เรียกว่า ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพ

 

9. คะน้า

มีสารเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด รวมถึงมีวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ สร้างภูมิต้านทานโรคที่ดี นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมเสริมสร้างการทำงานของกระดูก

 

10. โยเกิร์ต

อาหารสุขภาพที่หลาย ๆ คนมักจะซื้อไว้ติดบ้าน เอาไว้ทานยามหิว และนั่นเป็นสิ่งที่ดีแล้วค่ะ เพราะในโยเกิร์ตนั้นมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี วิตามินบี 12 และโปรตีน ดังนั้น ถ้าคุณทานโยเกิร์ตให้ได้วันละ 1 ถ้วย จะทำให้สุขภาพคุณดีอย่าบอกใครเลยล่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

Read more

สูตรอาหารเย็นไม่อ้วน แคลอรีต่ำ อิ่มเดียวไม่เกิน 250 Kcal

สูตรอาหารเย็นไม่อ้วน แคลอรีต่ำ ไม่เกิน 250 Kcal เหมาะสำหรับคนลดน้ำหนัก มีทั้งอาหารจานเดียวและเมนูกับข้าว อิ่มกำลังดีเบาสบายท้อง

สูตรอาหารเย็นไม่อ้วน คงจะดีถ้ามีอาหารลดน้ำหนัก สำหรับมื้อเย็นแบบอื่น ๆ มาทำวนไปบ้าง กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำอาหารเย็นแคลอรีต่ำ มีทั้งอาหารจานเดียว เช่น ยำขนมจีน เมี่ยงก๋วยเตี๋ยว รวมทั้งเมนูกับข้าว เช่น แกงจืดตำลึงหมูสับ ไข่ตุ๋นทรงเครื่อง น่ากินทั้งนั้นเลย

เมี่ยงก๋วยเตี๋ยว อาหารเย็นแคลอรีต่ำจานแรกขอนำเสนอเมนูเมี่ยงก๋วยเตี๋ยว สูตรนี้ห่อปลาทูและเนื้ออกไก่ พ่วงด้วยผักตามชอบ มาพร้อมน้ำจิ้มเมี่ยงรสเผ็ด ขอสัก 10 คำแล้วกันเนอะ

สูตรอาหารเย็นไม่อ้วน

ส่วนผสม เมี่ยงก๋วยเตี๋ยว

• ก๋วยเตี๋ยวแผ่นใหญ่
• ถั่วงอกลวก
• เม็ดข้าวโพดต้ม
• ใบกุยช่ายลวก
• แครอทต้มสุก (หั่นเต๋าเล็ก)
• เนื้ออกไก่รวนสุก
• ปลาทูย่างแกะเนื้อ (หรือปลาทูน่ากระป๋อง)
• ถั่วลิสงคั่ว
• ผักสดสำหรับกินคู่

ส่วนผสม น้ำจิ้มเมี่ยงก๋วยเตี๋ยว

• น้ำตาลทราย
• น้ำปลา
• น้ำเปล่า
• น้ำมะนาว
• พริกขี้หนูซอย
• ผักชีซอย

พนันออนไลน์

วิธีทำเมี่ยงก๋วยเตี๋ยว

1. วิธีทำน้ำจิ้มเมี่ยงก๋วยเตี๋ยว โดยเคี่ยวน้ำตาลทรายและน้ำปลาในหม้อด้วยไฟกลางจนละลาย เติมน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อย รอจนเดือดอีกครั้ง จากนั้นปิดไฟแล้วพักไว้จนเย็นสนิท บีบน้ำมะนาว ชิมรสตามชอบ ใส่พริกขี้หนูซอยและผักชีซอย
2. วิธีทำเมี่ยงก๋วยเตี๋ยว เริ่มจากนึ่งแผ่นก๋วยเตี๋ยวให้ร้อน ประมาณ 5 นาที เอาออกมาผึ่งให้คลายความร้อน ตักถั่วงอกลวกใส่ลงไปบนแผ่นก๋วยเตี๋ยว ตามด้วยข้าวโพดต้ม ใบกุยช่ายลวก แครอท เนื้ออกไก่ และปลาทู โรยถั่วลิสงคั่ว ราดด้วยน้ำจิ้มเมี่ยง จัดการห่อให้สวยงามตามชอบ เสิร์ฟพร้อมผักสด

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

Read more
โรคเก๊าท์

โรคเก๊าท์ คืออะไร สาเหตุของโรคเก๊าท์ อาการ และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นเก๊าท์

โรคเก๊าท์ จะหมายถึงภาวะที่มีการเกาะของยูริกที่ข้อทำให้เกิดการอักเสบมีอาการปวด บวมแดงร้อน ผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าท์อาจจะมีกรดยูริกในเลือดสูงหรือปกติก็ได้

โรคเก๊าท์ ในรายที่เรื้อรังการเกาะของเกลือ monosodium urate จะทำให้เกิดก้อนที่เรียกว่า Tophi ทำให้เกิดการอักเสบของข้อ เนื่องจากมีการเกาะของ เกลือ uric บริเวณข้อ และเอ็นหากเป็นเรื้อรังจะทำให้ข้อผิดรูปและเสียหน้าที่ในการทำงาน นอกจากนั้นยังทำให้หน้าที่ของไตเสื่อมและเกิดโรคนิ่วที่ไตด้วย

สาเเหตุของโรคเก๊าท์

สาเหตุของโรคเก๊าท์เกิดจากการที่มีกรดยูริกในเลือดสูงกว่าปรกติ ซึ่งสาเหตุที่กรดยูริกสูงได้แก่

1ภาวะที่มีการสร้างกรดยูริกสูง

กรดยูริกในเลือดที่สูงในมนุษย์จะเป็นผลมาจากการที่ขาดยีนในการสลายกรดยูริกแล้ว ยังพบว่ากรดยูริกในร่างกายมนุษย์จะได้มาจาก 2 แหล่ง คือ

  • จากขบวนการสลายสารพิวรีนในร่างกาย โดยการสลายโปรตีนและได้สารพิวรินออกมา ซึ่งกรดยูริกในร่างกายส่วนใหญ่จะเกิดจากกระบวนการนี้
  • จากอาหารที่รับประทานเข้าไป โดยรับประสานอาหารที่มีพิวรีนสูง

2การขับกรดยูริกออกจากร่างกายลดลง

กรดยูริกที่สร้างขึ้นจะมีการขับออกจากร่างกาย 2 ทางหลัก คือ

  • ขับออกทางระบบทางเดินอาหาร และ ซึ่งการขับออกทางระบบทางเดินอาหารจะขับออกได้ประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณกรดยูริกที่ร่างกายสร้างได้ในแต่ละวัน
  • ขับออกทางไต ส่วนที่เหลืออีก 2 ใน 3 เป็นการขับออกทางไต

จากการศึกษาในคนที่เป็นโรคเก๊าท์ จะพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 มีความผิดปกติในการขับกรดยูริกออกทางไต กล่าวคือ ที่ความเข้มข้นของระดับกรดยูริกในเลือดที่เท่ากัน คนที่เป็นโรคเก๊าท์จะมีการขับกรดยูริกออกทางไตได้น้อยกว่าคนปกติที่ไม่มีระดับกรดยูริกในเลือดสูงถึงร้อยละ 40 แสดงว่า ความผิดปกติหลักในผู้ป่วยโรคเก๊าท์อยู่ที่ความผิดปกติในการขับกรดยูริกออกทางไต

พนันออนไลน์

อุบัติการณ์ของโรคเก๊าท์

จากการที่พบว่าระดับกรดยูริกในประชากรแต่ละประเทศแตกต่างกัน จึงทำให้พบอุบัติการณ์ของโรคเก๊าท์ แตกต่างกันไปด้วย ประเทศที่มีประชากรมีระดับกรดยูริกในเลือดสูง เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศแถบไมโครนีเซีย หรือหมู่เกาะทะเลใต้ ประชากรจะมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงมาก ทำให้พบอุบัติการณ์ของโรคเก๊าท์พบได้บ่อย และเป็นโรคเก๊าท์ที่มีอาการรุนแรง

จากการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยการติดตามผู้ป่วยที่มีภาวะกรดยูริกในเลือดสูงโดยไม่มีอาการจำนวน 2,046 คน เป็นระยะเวลา 15 ปี ทำการตรวจระดับกรดยูริกในเลือดเป็นระยะ พบอุบัติการณ์ของโรคเก๊าท์ร้อยละ 4.9 สำหรับผู้ที่มีระดับกรดยูริกในเลือด 9 มก./ดล. หรือมากกว่า พบอุบัติการณ์ร้อยละ 0.5

สำหรับผู้ที่มีระดับกรดยูริกในเลือดระหว่าง 7-8.9 มก./ดล. และพบอุบัติการณ์เพียงร้อยละ 0.1 สำหรับระดับกรดยูริกในเลือดต่ำกว่า 7.0 มก./ดล. ในประเทศไทยพบความชุกร้อยละ 0.16 ของประชากร โรคเก๊าท์เป็นโรคที่พบบ่อยในเพศชาย อุบัติการณ์ในเพศหญิงพบได้ประมาณร้อยละ 3-7 และมักพบในช่วงวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว

ภาวะที่เกี่ยวข้องกับระดับกรดยูริกแบ่งได้เป็น

  1. Asymptomatic Hyperuricemia หมายถึงภาวะที่มีกรดยูริกในเลือดสูงโดยที่ไม่มีอาการ
  2. Acute GoutyArthritis
  3. IntercriticalGout เป็นช่วงที่หายจากการอักเสบของข้อ ระยะนี้จะปลอดอาการ ระยะนี้เป็นระยะที่หาสาเหตุ และป้องกันการเกิดซ้ำโดยการรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา
  4. Recurrent Gout Arthritis เป็นการที่มีการอักเสบซ้ำของโรคเก๊าท์ ประมาณร้อยละ 80 จะเกิดการอักเสบซ้ำใน 2 ปี จะมีประมาณร้อยละ7 ที่ไม่มีการอักเสบใน 10 ปี
  5. ChronicTophaceous Gout เมื่อโรคเก๊าท์ไม่ได้รักษาผู้ป่วยจะปวดข้อบ่อยขึ้น และปวดนานขึ้น ข้อที่ปวดจะเป็นหลายข้อ บางครั้งอาจจะเกิดอักเสบข้อไหล่ สะโพกและหลัง หากไม่รักษาก็จะเกิดการอักเสบเรื้อรังของข้อมีอาการปวดตลอด ข้อจะเสียหน้าที่และเกิดการตกตะกอนของเกลือ monosodium urate ที่ข้อ หู มือ แขน เข่าตั้งแต่เริ่มเป็นจนเกิด tophi ใช้เวลาประมาณ 10 ปี

 

อาการ

เริ่มเป็นข้อยังไม่ถูกทำลายหากเป็นนานข้อถูกทำลาย

  1. ปวด บวม แดง ร้อน โดยเฉพาะบริเวณนิ้วหัวแม่เท้าเป็นข้อที่พบบ่อยที่สุดจะมีอาการปวดข้อโดยมากปวดข้อเดียวแต่ก็ปวดหลายข้อได้
  2. อาการปวดมักเป็นๆหายๆ หรือเรื้อรัง
  3. ข้อที่ปวดพบได้ทุกข้อ แต่พบมากข้อนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ ข้อนิ้วและข้อศอก
  4. พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
  5. ในรายที่เป็นมานานอาจพบนิ่วทางเดินปัสสาวะ
  6. มักปวดตอนกลางคืนอาการปวดจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆมักจะมีปัจจัยกระตุ้นได้แก่การรับประทานอาหารที่มี uric สูง ดื่ม alcohol ผ่าตัด ความเครียด

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.siamhealth.net

 …

Read more
ไข้เลือดออก

ไข้เลือดออก อาการ สาเหตุ และการรักษาโรคไข้เลือดออก

ไข้เลือดออก (Dengue hemorrhagic fever – DHF) เป็นโรคติดเชื้อซึ่งมีสาเหตุมาจากไวรัสเดงกี (Dengue virus) โดยมียุงลายบ้านเป็นพาหะนำโรค

ไข้เลือดออก โรคนี้จะคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดในช่วงแรก (แต่มักจะไม่ค่อยมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล หรือไอมากอย่างผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด) จึงทำให้ผู้ป่วยเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ว่าตนเป็นเพียงโรคไข้หวัดและทำให้ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก ส่วนอาการและความรุนแรงของโรคก็มีหลายระดับตั้งแต่ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อยไปจนถึงเกิดภาวะช็อกซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิต (ความรุนแรงของการติดเชื้อขึ้นอยู่กับอายุ ภาวะภูมิคุ้มกัน และความรุนแรงของเชื้อไวรัส)

สาเหตุของโรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ชนิด 1, 2, 3 และ 4 (DEN-1, DEN-2, DEN-3, DEN-4)

โดยมียุงลายบ้าน (Aedes aegypti) ตัวเมียเป็นพาหะนำโรค กล่าวคือ ยุงลายตัวเมียจะกัดและดูดเลือดของผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้เลือดออกก่อน (เชื้อไวรัสเดงกีในเลือดของผู้ป่วยจะเข้าไปฟักตัวและเพิ่มจำนวนในตัวยุงและเชื้อนี้สามารถมีชีวิตอยู่ในตัวยุงได้ตลอดอายุของยุง

ไข้เลือดออก

คือ ประมาณ 1-2 เดือน) แล้วจึงไปกัดคนที่อยู่ใกล้เคียงในรัศมีไม่เกิน 400 เมตร ซึ่งจะเป็นการแพร่เชื้อไปให้คนอื่น ๆ ต่อไป ยุงชนิดนี้เป็นยุงที่ออกหากิน (กัดคน) ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน (เดิมยุงลายนิยมออกหากินในเฉพาะเวลากลางวัน แต่ในระยะหลังพบว่ายุงลายมีการออกหากินในเวลากลางคืนด้วย) และชอบเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำนิ่งในบริเวณบ้าน เช่น ตุ่มน้ำ โอ่งน้ำ แจกัน จานรองตู้กับข้าว กระป๋อง ฝากะลา ยางรถยนต์เก่า ๆ หลุมที่มีน้ำขัง เป็นต้น

อาการของไข้เลือดออกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

  • ระยะที่ 1 (ระยะไข้สูง) ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน 39-41 องศาเซลเซียส มีลักษณะเป็นไข้สูงลอยตลอดเวลา (รับประทานยาลดไข้ก็มักจะไม่ลด) หน้าแดง ตาแดง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว กระหายน้ำ ซึม มักมีอาการเบื่ออาหารและอาเจียนร่วมด้วยเสมอ อาจคลำพบตับโตและมีอาการกดเจ็บเล็กน้อย ในบางรายอาจมีอาการปวดท้องในบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงด้านขวา หรือปวดท้องทั่วไป หรืออาจมีอาการท้องผูกหรือถ่ายเหลว
  • ระยะที่ 2 (ระยะช็อกและมีเลือดออก หรือ ระยะวิกฤติ) มักจะพบในไข้เลือดออกที่เกิดจากเชื้อเดงกีที่มีความรุนแรงขั้นที่ 3 และ 4 อาการจะเกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 3-7 ของโรค ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่วิกฤติของโรค โดยอาการไข้จะเริ่มลดลง แต่ผู้ป่วยกลับมีอาการทรุดหนัก มีอาการปวดท้องและอาเจียนบ่อยขึ้น ซึมมากขึ้น กระสับกระส่าย เหงื่อออก ตัวเย็น ปลายมือเท้าเย็น ปัสสาวะออกน้อย ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว (อาจมากกว่า 120 ครั้ง/นาที) และมีความดันต่ำ ซึ่งเป็นอาการของภาวะช็อก
  • ระยะที่ 3 (ระยะฟื้นตัว) ในรายที่มีภาวะช็อกไม่รุนแรง เมื่อผ่านวิกฤติช่วงระยะที่ 2 ไปแล้ว อาการก็จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่ผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกรุนแรง เมื่อได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงทีก็จะฟื้นตัวเข้าสู่สภาพปกติ โดยอาการที่แสดงว่าดีขึ้นนั้น คือ ผู้ป่วยจะเริ่มอยากรับประทานอาหาร แล้วอาการต่าง ๆ ก็จะกลับคืนสู่สภาพปกติ ชีพจรเต้นช้าลง ความดันโลหิตกลับมาสู่ปกติ ปัสสาวะออกมากขึ้น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Read more
ไข่อบอะโวคาโด

ไข่อบอะโวคาโด สูตรอาหารจากอะโวคาโด เมนูคลีนสุดสร้างสรรค์จากผลไม้

ไข่อบอะโวคาโด สูตรจาก คุณ Xavitubbies สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ความพิเศษคือ เพิ่มเบคอนและชีส กินกับขนมปังปิ้งกรอบอร่อย

ไข่อบอะโวคาโด วิธีทำก็ง่าย เรามาลองทำตามตามกันนะค่ะ  เติมโปรตีนยามเช้ากับเมนูไข่อบอะโวคาโด เมนูอะโวคาโด ลดน้ำหนัก แต่การกินอะโวคาโดสุกแบบเพียว ๆ คงเชยไปแล้ว ลองจับมาทำอะโวคาโดเมนูคลีนกันดีไหม กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำอาหารคลีนจากอะโวคาโด มีทั้งไข่อบอะโวคาโด สลัดอะโวคาโด พิซซ่าอะโวคาโด

ไข่อบอะโวคาโด

ส่วนผสม ไข่อบอะโวคาโด

• อะโวคาโด
• ไข่ไก่
• เบคอน
• พาร์มีซานชีส
• ขนมปังซาวร์โดว์มัฟฟิน (หรือขนมปังอื่น ๆ ตามชอบ)
• พริกไทยดำ
• เกลือ

วิธีทำไข่อบอะโวคาโด

1. แบ่งเบคอนไว้ 1 แผ่นแค่หั่นครึ่งเพราะจะเอาไปใส่ในอะโวคาโด ส่วนเบคอนที่เหลือหั่นเป็นเส้นเอาไปเจียวให้กรอบ เตรียมไว้
2. นำอะโวคาโดผ่าซีกวางในถ้วยทนความร้อน แล้วเอาแผ่นเบคอนวางลงไปในหลุม จากนั้นก็เทไข่ลงไป ปรุงรสด้วยเกลือกับพริกไทย โรยพาร์มีซานชีสนิดหน่อย
3. นำไปเข้าหม้ออบลมร้อน ใช้เวลาประมาณ 2.30 นาที แต่ถ้าเอาเข้าไมโครเวฟจะสุกเร็วกว่า นำออกมาพักไว้
4. ผ่าครึ่งขนมปังซาวร์โดว์มัฟฟิน พักไว้ และโรยชีสลงไปในกระทะใช้ไฟอ่อน เกลี่ยให้ชีสเกาะกลุ่มกัน พอชีสละลายแล้วก็วางขนมปังคว่ำทับชีสลงไป ทอดจนชีสสีเหลืองสวยกรอบเกรียม จัดใส่ภาชนะ โรยเบคอนกรอบ กินคู่กับไข่อบอะโวคาโด กับซอสพริก

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

Read more
ช็อกโกแลต

ช็อกโกแลต คัสตาร์ด อะโวคาโด ของหวานสไตล์รอว์ฟู้ดเอาใจคนรักสุขภาพ

ช็อกโกแลต คัสตาร์ด เบเกอรี่สไตล์รอว์ฟู้ด (Raw Food) ทำง่าย ๆ ไม่ต้องอบ แต่ใช้การปั่น เนื้อนุ่ม รสชาติเข้มข้นเหมือนมูสช็อกโกแลต ปังเว่อร์ !

ช็อกโกแลต คัสตาร์ด  กระแสอาหารรอว์ฟู้ด (Raw Food) แม้จะดังในแถบตะวันตก แต่บ้านเราก็มีคนทานอาหารมังสวิรัติ หรือเมนูอาหาร Vegan แบบรอว์ฟู้ดเหมือนกัน ดังเห็นจากมีร้านอาหาร Raw Food ตัวอย่างอาหาร Raw Food หรือเมนู Raw Food Diet เช่น สลัด ผลไม้สด น้ำผัก น้ำผลไม้คั้นสด

หรืออาหารปรุงสุก เช่น ข้าวกล้อง เผือก มัน ธัญพืชต่าง ๆ เต้าหู้ เห็ด สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากกินของหวานตบท้ายของคาวก็มีเหมือนกันนะคะ กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำช็อกโกแลตคัสตาร์ด (Milk Chocolate Custard) สูตรจาก นิตยสาร Gourmet & Cuisine สูตรนี้เพิ่มอะโวคาโดเข้าไปด้วย ทำง่าย ๆ แค่เอาส่วนผสมทั้งหมดไปปั่นจนละเอียด มาพร้อมวิธีทำนมอัลมอนด์ ง่ายแบบนี้ห้ามพลาดนะคะ

ส่วนผสม ช็อกโกแลตคัสตาร์ด (สำหรับ 2 ที่)

อะโวคาโดสุก 1 ลูก
นมอัลมอนด์ (Almond Milk) 1/2 ถ้วย
น้ำเชื่อมอากาเว (Agave) 1/4 ถ้วย
ผงโกโก้ 1/4 ถ้วย
กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
อบเชยป่นและเกลือป่นเล็กน้อย
ผงโกโก้ 1/4 ถ้วย
เมล็ดโกโก้นิป เบอร์รี และเกลือทะเลสำหรับเสิร์ฟ
ช็อกโกแลต

ส่วนผสม นมอัลมอนด์

อัลมอนด์ดิบชนิดไม่มีเปลือก 1 ถ้วย
น้ำ 3 ถ้วย

วิธีทำนมอัลมอนด์ (Almond Milk)

1. แช่อัลมอนด์ดิบในน้ำจนนิ่ม
2. นำอัลมอนด์ไปปั่นกับน้ำจนละเอียด
3. เทใส่ถุงสำหรับกรอง บีบน้ำออกจะได้นมอัลมอนด์

วิธีทำช็อกโกแลตคัสตาร์ด

1. ปั่นอะโวคาโดสุก นมอัลมอนด์ น้ำเชื่อมอากาเว กลิ่นวานิลลา อบเชยป่น เกลือป่นเล็กน้อย และผงโกโก้ จนเนียน โดยใส่ผงโกโก้หลังสุด
2. จากนั้นนำไปแช่เย็นไว้ โรยหน้าด้วยเมล็ดโกโก้นิป เบอร์รี และเกลือทะเลตามชอบ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

Read more
อาการสะอึก

อาการสะอึก ไม่หยุด อาจเป็นสัญญาณอันตราย “หลอดเลือดสมอง” ได้

อาการสะอึก และโรคหลอดเลือดสมอง หรือไม่ อาจฟังดูแปลก เนื่องจากคุณมีอาการสะอึกหลายครั้งต่อวันในขณะที่โรคหลอดเลือดสมองเป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

อาการสะอึก เป็นอาการเคลื่อนไหวของกระบังลม ที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ และเกิดขึ้นกะทันหัน กระบังลมเป็นแผ่นกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ที่อยู่ในบริเวณส่วนล่างของปอด กระบังลมทำงานร่วมกันกับกล้ามเนื้อที่ยึดระหว่างซี่โครง เพื่อให้มีการหายใจได้ เมื่อปลายปิดของเส้นเสียงเคลื่อนตามการเคลื่อนไหวของกระบังลม ทำให้เกิดเสียง ‘สะอึก’ ขึ้นมา อาการสะอึกสามารถหายได้เองหลังจากเวลาผ่านไปเล็กน้อย

โดยไม่ต้องเข้ารับการรักษาใดๆ และอาการสะอึกเป็นภาวะปกติ คนส่วนใหญ่ต่างก็มีอาการสะอึกทั้งนั้น แต่อาการสะอึกที่คงอยู่เป็นเวลาเกินกว่า 48 ชั่วโมง เป็นอาการผิดปกติ และอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษา

อย่างไรก็ดี การสะอึกเป็นเวลานานที่ไม่หายไปได้เอง หลังจากเวลาผ่านไปหลายวัน หรือหลายสัปดาห์อาจ เป็นอาการบ่งชี้ของโรคประจำตัวบางชนิด ซึ่งรวมถึงโรคหลอดเลือดสมองด้วย ในภาวะเช่นนี้ ให้สังเกตอาการอื่นๆ ของโรคหลอดเลือดสมองด้วย เช่น

  • ผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็นที่ดวงตาข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างอย่างกะทันหัน
  • ผู้ป่วยไม่สามารถเดินได้ตามปกติ มีอาการวิงเวียน หรือเสียสมดุลของร่างกายอย่างกะทันหัน
  • ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะอย่างกะทันหัน
  • ผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับการพูดอย่างกะทันหัน การพูดอาจไม่ชัด ผู้ป่วยอาจไม่สามารถพูดได้เลยถึงแม้ว่ารู้สึกตัว
  • ผู้ป่วยไม่สามารถยกแขนทั้งสองข้างได้อย่างกะทันหัน เนื่องจากมีอาการอ่อนล้าและอาการชา
  • ใบหน้าของผู้ป่วยอาจหดลงที่ข้างหนึ่ง ผู้ป่วยไม่สามารถยิ้มได้ตามปกติ

เพื่อให้มีความเข้าใจที่ชัดเจนมากขึ้น เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอาการสะอึกและโรคหลอดเลือดสมอง คุณควรไปปรึกษาหมอ

อาการสะอึก

สาเหตุอื่นๆ ของอาการสะอึก

การสะอึกโดยส่วนใหญ่เกิดขึ้น และหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุที่เฉพาะ ทุกคนอาจมีอาการสะอึกหนึ่งครั้งหรือมากกว่าได้เป็นครั้งคราว อย่างไรก็ดี อาการสะอึกในระยะสั้นบางครั้งอาจมีสิ่งกระตุ้นเฉพาะ เช่น

  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจกระตุ้นให้เกิดอาการสะอึก
  • การสูบบุหรี่อาจก่อให้เกิดอาการสะอึก
  • อากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันในห้อง หรือภายในร่างกายของคุณ ตัวอย่างเช่น คุณลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศทันที หรือคุณดื่มหรือรับประทานอาหารที่ร้อน แล้วตามด้วยอาหารที่เย็น
  • ดื่มของเหลวอย่างรวดเร็วเกินไป
  • มีปัญหาเกี่ยวกับภาวะทางอารมณ์ เช่น ความเครียดหรือความกลัว
  • มีการกลืนอากาศ ตัวอย่างเช่น เวลาคุณเคี้ยวหมากฝรั่ง

การสะอึกในระยะสั้นมักไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ขณะที่อาการสะอึกในระยะยาวหรืออาการสะอึกเรื้อรังที่มีอาการเกินกว่า 48 ชั่วโมงอาจเป็นอาการบ่งชี้ของภาวะเกี่ยวกับสุขภาพบางประการ เช่น

  • ภาวะเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ปอดบวม หรือหอบหืด
  • ภาวะทางจิต เช่น อาการช็อก อาการหวาดกลัว
  • กลุ่มอาการเกี่ยวกับระบบเผาผลาญของร่างกาย เช่น เบาหวาน ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
  • ภาวะที่ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น การบาดเจ็บที่สมอง หรือเนื้องอกที่สมอง

หรือยาชนิดต่าง ๆ เช่น ยาชา ยาเคมีบำบัด ยาโอปิออยด์ (opioids) ยาเบนโซไดอาเซปีน (benzodiazepines) ยาเมทิลโดพา (methyldopa) อาการสะอึกเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ดี อาการสะอึกที่มีอาการเป็นเวลาหลายวัน หรือแม้กระทั่งหลายปี อาจเป็นอาการบ่งชี้ของโรคหลอดเลือดสมอง หากคุณสังเกตได้ถึงอาการดังกล่าว ให้แจ้งแพทย์หรือผู้ดูแลสุขภาพ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

 …

Read more
เค้กหน้าผลไม้

เค้กหน้าผลไม้ เมนูเค้กเพื่อสุขภาพอ้วนน้อยอร่อยไม่เลี่ยน

เค้กหน้าผลไม้ ใครจะไปรู้ว่าผลไม้ที่คุ้นเคยจะเอามาตกแต่งทำเป็นเค้กหน้าผลไม้ได้สวยงาม ดูมีประโยชน์และไม่เลี่ยนด้วย ขอนำเสนอวิธีทำเค้กผลไม้

เค้กหน้าผลไม้ ที่เราคุ้นเคย เรา ลองมาทำอัพไซด์ดาวน์เค้กสับปะรดเป็นเค้กวันเกิดคนพิเศษกันดีไหม จุดเด่นคือสับปะรดท็อปบนเนื้อเค้ก พ่วงความหวานหอมของซอสคาราเมล แค่คำเดียวก็ฟินแล้ว

ส่วนผสมเค้กชิฟฟ่อน (ใช้พิมพ์ขันข้าวขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร ได้ขนมจำนวน 8 ถ้วย)

ส่วนผสม ไข่แดง

  • ไข่แดง 4 ฟอง
  • น้ำตาลทราย 40 กรัม
  • นมข้นจืด หรือน้ำ 80 กรัม
  • น้ำมันพืช 50 กรัม
  • กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
  • แป้งเค้ก 100 กรัม
  • ผงฟู 1 ช้อนชา
  • เกลือป่น 1/8 ช้อนชา
  • ส่วนผสม ไข่ขาว
  • ไข่ขาว 4 ฟอง
  • ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/2 ช้อนชา
  • น้ำตาลทราย 45 กรัม

เค้กหน้าผลไม้

ส่วนผสม คาราเมล

  • น้ำตาลทราย 160 กรัม
  • น้ำ 50 กรัม
  • น้ำร้อนจัด 1 ช้อนชา
  • ส่วนผสม สำหรับแต่ง
  • สับปะรดกระป๋อง 1 กระป๋อง
  • เชอร์รีเชื่อม 8 ลูก

วิธีทำอัพไซด์ดาวน์เค้กสับปะรด

1. ทำคาราเมล โดยใส่น้ำตาลทรายกับน้ำลงไปในหม้อต้ม ต้มด้วยไฟอ่อนไปเรื่อย ๆ จนน้ำตาลเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง หรือน้ำตาล พอมีกลิ่นไหม้นิด ๆ ดับเตา ใส่น้ำร้อนจัดลงไปเพื่อให้ลดความร้อนลง ยกออกจากเตาทันที เทใส่ในพิมพ์ พักให้เซตตัวประมาณ 10 นาที
2. ทำส่วนผสมไข่แดง โดยตีไข่แดงกับน้ำตาลจนน้ำตาลทรายละลาย พอเข้ากันแล้วใส่นม น้ำมันพืช และกลิ่นวานิลลาลงไป ตีจนเข้ากันดี ใส่แป้งที่ร่อนพร้อมผงฟู และเกลือป่น (ร่อนสัก 2 รอบ เพื่อความนุ่มฟู) ตะล่อมจนเข้ากัน
3. ทำส่วนผสมไข่ขาวโดยตีไข่ขาวจนเป็นฟองหยาบแล้วใส่ครีมออฟทาร์ทาร์ตีพอเข้ากัน ทยอยใส่น้ำตาลทรายลงไป แบ่งใส่สัก 3 ครั้ง ตีจนตั้งยอด
4. ตักไข่ขาวมาบางส่วนใส่ชามไข่แดงที่ผสมไว้ ตะล่อมเบา ๆ จนเข้ากัน พอเข้ากันแล้วก็ใส่ที่เหลือลงไปตะล่อมจนเนียนเข้ากัน
5. พอคาราเมลเซตตัวแข็งแล้ว นำสับปะรดวางลงไป ตามด้วยเชอรีเชื่อม บีบเค้กลงไปในพิมพ์ประมาณ 3/4 ถ้วย เคาะไล่ฟองอากาศ นำไปอบที่อุณหภูมิ 150-160 องศาเซลเซียส ใช้ไฟบน-ล่าง ปิดพัดลม เป็นเวลาประมาณ 35-40 นาที
6. พออบเสร็จ นำน้ำร้อนเทลงไปในถาด พักไว้ 5-10 นาที ก่อนนำเค้กออกจากพิมพ์

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

Read more