หมวดหมู่: สุขภาพ

สูตรหมักไก่ย่างเขาสวนกวาง

สูตรหมักไก่ย่างเขาสวนกวาง ไก่ย่างเขาสวนกวาง ไก่เนื้อนุ่ม หนังกรอบ อร่อยเด็ด ไม่ซ้ำใคร

สูตรหมักไก่ย่างเขาสวนกวาง

สูตรหมักไก่ย่างเขาสวนกวาง  “ใครไม่เคยกินเนื้อไก่บ้างยกมือขึ้น !?”คงหาคนยกมือแทบไม่ได้ เพราะเนื้อไก่เป็นอาหารที่คนชมชอบ มีแพร่หลาย และหาทานง่ายราคาไม่แพง เนื้อไก่ก็เป็นอาหารยอดนิยมอีกอย่างหนึ่งในอาหารประเภทเนื้อสัตว์หาง่าย รสชาติดีและมีคุณค่าทางอาหารสูง เอาไปทำอาหารได้มากมายหลากหลายเมนู วันนี้เรานำเสนอเมนู ไก่ย่างเขาสวนกวาง

สูตรเด็ดเคล็ดลับ ไก่สำหรับนำมาทำไก่ย่าง ใช้ไก่ขนาด 7 ขีด ขนาดของไก่ไม่เล็ก และ ไม่ใหญ่เกินไป ขนาดพอดีกิน โดยให้เลือกไก่ที่สดใหม่ เทคนิคการเลือกไก่ คือ ต้องไก้สีของไก่เหลือง ขาว เนื้อแน่น หนังตึง ไม่มีสีคล้ำ และ ไม่มีกลิ่นเน่า  ไก่ที่ได้มาต้องล้างให้สะอาด อย่าให้มีเลือดเหลือ และ ขนที่ตัวไก่เหลือ จะทำให้อาหารไม่อร่อย ไฟสำหรับการย่างไก่ เป็นสิ่งที่ยากสำหรับเมนูนี้ ความร้อนที่เหมาะสมต้องเป็นไฟปานกลาง และ เทคนิคการย่าง คือ ต้องกลับไก่ทุก 2 นาที อย่าทิ้งไว้นานเกินไป ไก่ย่างจะไม่สุกพร้อมกันทั้ง 2 ด้าน  การหมักไก่ ส่วนผสมสำคัญ ต้องทิ้งเวลาหมักให้เข้าเนื้อ แต่หมักนานเกินไปไม่ได้ เพราะ กระเทียมที่ใช้ในการหมักไก่ จะเปลี่ยนรสชาติเป็นรสเปรี้ยว  การทำให้ไก่ย่าง หนังกรอบ คือ การใช้น้ำมันพืชทาที่หนังไก่ ความร้อนของน้ำมันพืช จะช่วยให้หนังไก่กรอบ เหมือนการถูกทอดด้วยน้ำมัน

สูตรหมักไก่ย่างเขาสวนกวาง

ส่วนผสม

ไก่บ้าน ไก่สาวขนาด 7 ขีด
ขิง 1 ขีด
กระเทียม 1 ขีด
น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต้ะ
ซอสปรุงรส 2 ช้อนโต้ะ
ซอสดำ 1 ช้อนโต้ะ
พริกไทยเม็ดป่น 2 ช้อนโต้ะ
เกลือป่น 1 ช้อนชา
น้ำตาลปี๊บสำหรับน้ำจิ้ม 1 ช้อนโต้ะ
น้ำมะนามเปียก 1 ช้อนโต้ะ
พริกป่น 1 ช้อนโต้ะ
ซีอิ้วขาว 1 ช้อนโต้ะ

วิธีทำ

เริ่มจากหมักไก่ โดย เอาขิงและกระเทียมบดละเอียด ปรุงรสด้วย น้ำตาลปี๊บ เกลือ ซอสปรุงรส ซอสดำ พริกไทยป่น ผสมให้น้ำหมักละลายเข้ากัน จากนั้นนำเนื้อไก่ลงไปคลุกหมักให้ทั่วเข้าเนื้อไก่ หมักทิ้งไว้ 1 คืน
เตรียมน้ำจิ้ม โดย ผสม น้ำตาลปี๊บ น้ำมะขามเปียก พริกป่น และ ซีอิ้วขาว นำไปเคี้ยวให้ละลายเข้ากัน พักให้เย็นก้จะได้ น้ำจิ้มสูตรมะขามเปียก หวานอมเปรี้ยว อร่อยๆ
เริ่มการย่างไก่ ด้วย การเตรียมไฟ ให้ความร้อนปานกลาง ถ่านไฟที่ใช้ย่างไก่ ไม่ต้องอยู่ใกล้ไก่มาก เพราะความร้อนจะทำให้หนังไก่ไหม้ก่อน
นำไก่ลงไปย่างบนตะแกรง กลับด้านไก่ ทุกๆ 2 นาที และทาน้ำมันพืชที่หนังไก่ทุกครั้งที่กลับไก่ ใช้เวลาย่าง 45 นาที หากได้ความร้อนที่เหมาะสม
เมื่อได้ไก่ย่างที่สุกพร้อมแล้ว สับเนื้อไก่ใส่จาน เสริฟคู่กับน้ำจิ้มรสเด็ด เหมาะสำหรับกินกับข้าวเหนียว ส้มตำ ต้มแซ่บ

สูตรหมักไก่ย่างเขาสวนกวาง

ประโยชน์ของการรับประทานเนื้อไก่

1.ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
เนื้ออกไก่เหมาะที่จะเป็นตัวเลือกที่ดีในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพราะในเนื้อส่วนอก นอกจากจะมีโปรสูงแล้วยังมีมีไขมันที่น้อยมีแค่เพียง 8.2% สังเกตได้ว่าสูตรอาหารของนักเพาะกายหลายๆสูตร จะใช้เนื้อไก่ส่วนนอกเป็นอาหารเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

2.โปรตีนที่ย่อยง่าย
สำหรับอาหารจำพวกเนื้อสัตว์แล้ว เนื้อไก่ก็เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคุณเช่นกันเมื่อกำลังมองหาอาหารที่ย่อยง่าย เพราะกล้ามเนื้อของไก่มีขนาดสั้น จึงทำให้กินง่ายย่อยง่าย ไม่มีอาการท้องอืดง่ายจนไปถึงไม่สร้างปัญหาในระบบขับถ่ายอีกด้วย

3.บำรุงระบบประสาท
สารอาหารวิตามินบี3 หรือไนอาซินในเนื้อไก่ มีประโยชน์ต่อระบบประสาทและสมองช่วยในการเรียนรู้ที่ดี การกกินเนื้อไก่ช่วยบำรุงในเรื่องของดีเอ็นเอหรือยีนทางพันธุกรรมในร่างกายของเราทำให้เราสามารถตอบสนองการเรียนรู้ในแต่ละช่วงอายุได้ดียิ่งขึ้น

4.นำไปทำอาหารได้หลากหลายชนิด
ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทไหนก็จะมีเนื้อไก่เป็นส่วนประกอบ แตกต่างกันไป อย่างเช่นเมนู ปิ้งย่าง ก็จะมีการนำ ไก่ หรือหมูมาทำเป็นอาหาร ไก่ปิ้งนมสด เป็นต้น

5.ดีต่อคุณแม่ตั้งครรภ์และลูก
สารอาหารวิตามินบี3 หรือไนอาซินในเนื้อไก่ มีประโยชน์ต่อระบบประสาทและสมองช่วยในการเรียนรู้ที่ดี การกินเนื้อไก่จะช่วยบำรุงในเรื่องของดีเอ็นเอหรือยีนทางพันธุกรรมในร่างกายของเราทำให้เราสามารถตอบสนองการเรียนรู้ในแต่ละช่วงอายุได้ดียิ่งขึ้น

6.ช่วยบำรุงสุขภาพ
นอกจากเนื้อไก่จะเต็มไปด้วยโปรตีนชั้นดี ไขมันต่ำ วิตามินครบครัน และมีแคลอรี่ต่ำ สารอาหารที่มีประโยชน์ดีต่อสุขภาพ บำรุงร่างกายได้ดี จึงเหมาะเป็นอาหารสำหรับคนที่อ่อนล้า ผู้ป่วย และผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี

7.ช่วยในการทำงานของต่อมไทรอยต์
ซีลีเนียม แหล่งรวมไอโอดีน สารอาหารที่สำคัญที่ช่วยบำรุงต่อมไทรอยด์ได้เป็นอย่างดี …

Read more
สูตรเด็ดบะหมี่เป็ดอบซอสปักกิ่ง

สูตรเด็ดบะหมี่เป็ดอบซอสปักกิ่ง เป็ดต้องเป็นเป็ดที่สดๆ ใหม่ เป็ด ต้องมีหนังสีขาว ไม่คล้ำ

สูตรเด็ดบะหมี่เป็ดอบซอสปักกิ่ง

สูตรเด็ดบะหมี่เป็ดอบซอสปักกิ่ง เคล็ดลับ การเตรียมบะหมี่สำหรับลวก ให้นวดเส้นก่อน ให้เส้นขยับตัว ให้แป้งออกและเส้นคลายตัว นำไปล้างน้ำให้แป้งมันออกให้หมด นำไปลวก น้ำที่ใช้ในการลวกบะหมี่ ต้องเป็นน้ำเดือดจัด น้ำที่เดือดจัด จะทำให้เส้นบะหมี่มีความเหนียวนุ่ม
เป็ด ให้ เนื้อเป็ด แล่ยาก ท่านสามารถเลือกซื้อเนื้อเป็นแบบแล่สำเร็จ เพื่อยนระยะเวลาการเตรียมเนื้อเป็ด
การผัดซอสปักกิ่ง กลิ่นของขิงและกระเทียม จะเป็นตัวชูโรงความหอมของซอส น้ำมันที่ใช้ในการผัดซอส ให้ใช้น้ำมันเหลือใช้จากการทอดเป็ด เนื่องจากน้ำซอสจะให้กลิ่นหอมของเนื้อเป็ด ทำให้ได้รสชาติและความหอมแบบเนื้อเป็ด
การลวกผัก ให้ลวกผัดในน้ำเดือด และ นำไปแช่น้ำเย็น จะทำให้ผักคงความสด ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียว
การเสริฟ บะหมี่และเป็ดอบ นั้น ให้เสริฟร้อนๆ จะทำให้มีความหอม และ อร่อย

การเลือกซื้อเนื้อเป็ด

เป็ดต้องเป็นเป็ดที่สดๆ ใหม่ เป็ด ต้องมีหนังสีขาว ไม่คล้ำ  เนื้อต้องแน่น ผิวตึง ไม่เหี่ยวย่น สีของเนื้อเป็ดต้องมีสีสด ไม่ซีด ไม่มีรอยช้ำ หรือ จ้ำสีเขียว กลิ่นของเป็ด ต้องไม่มีกลิ่นเน่าบูด
ปากและตีนของเป็ด จะต้องมีสีเหลืองสด แต่ ถ้าหากตีนเป็ดเป็นสีดำ แสดงว่า เป็ดแก่ เนื้อเหนึยว และ กลิ่นสาบแรง

 

สูตรเด็ดบะหมี่เป็ดอบซอสปักกิ่ง

ส่วนผสม

บะหมี่ 2 ก้อน
เนื้อเป็ด 1 ชิ้น ( เลือกเอาส่วนอก )
ผักฮ่องเต้ ซอยพอคำ 1 ถ้วยตวง
กระเทียม บด 1 ช้อนโต๊ะ
ขิงบด 1 ช้อนชา
ใบต้นหอม ซอย 1 ช้อนชา
ซอสฮอยซิน 2 ช้อนโต๊ะ
ซอสน้ำมันหอยหอย 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสถั่วเหลือง 1 ช้อนชา
น้ำเปล่า 1 ถ้วย
เกลือ 1 ช้อนชา
พริกไทยป่น 1 ช้อนชา

วิธีทำ

หมักเนื้อเป็ด ด้วย เกลือ และ พริกไทย หมักทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที จากนั้นนำไปย่างบนกระทะ จากนั้นนำไปย่างในกระทะให้พอสุก ให้เนื้อเป็ดคายน้ำมันเป็นออกมาด้วย นำ เนื้อเป็ดย่าง ออกมาพักไว่ก่อน และ หั้นเป็นชิ้นพอคำ
จากนั้นนำ กระเทียม และ ขิง ไปผัดในกระทะที่มีน้ำมันจากเนื้อเป็ด ปรุงรสด้วย ซอสฮอยซิน ซอสน้ำมันหอย ซอสถั่วเหลือง และ น้ำเปล่า ลงไปเล็กน้อย ผัดต่อจนส่วนผสมเข้ากัน ก็จะได้ ซอสปักกิ่ง
ต้มน้ำให้เดือนจากนั้นนำ ผักฮ่องเต้ และ บะหมี่ ลงไปลวก ให้เส้นสุก จากนั้นนำ เส้นบะหมี่ ไปพักในน้ำเย็น
เสริฟ บะหมี่ใส่ถ้วย ( เทคนิคการลวกบะหมี่ ) วางเนื้อเป็ด และ ผักลวกบนหน้า และ ราดน้ำซอสปักกิ่ง โรยหน้าด้วยต้นหอม กับข้าว เมนูบะหมี่

ประโยชน์ของเนื้อเป็ด

เนื้อเป็ด ก็เป็นเนื้อสัตว์ที่มีโปรตีน และ สารอาหารสำคัญต่างๆ มากมาย โดยประโยชน์ของการกินเนื้อเป็ด มีดังนี้

เนื้อเป็ด มีวิตามินซี ช่วยกระตุ้นการสร้างพลังงานให้กับร่างกาย
เนื้อเป็ด กินแล้วบรรเทาอาการมือเท้าเย็น
เนื้อเป็ด ช่วยบำรุงร่างกาย ให้มีกำลังวังชา ช่วยในกระบวนการเมแทบอลิซึมของผิวหนัง
เนื้อเป็ด มีวิตามินเอ บำรุงสายตา
เนื้อเป็ด มีวิตามินบี ทำให้ผ่อนคลาย บรรเทาความวิตกกังวล และ ทำให้จิตใจสงบ
เนื้อเป็ด มีโพแทสเซียม ช่วยกระตุ้นการขับโซเดียมออกจากร่างกาย มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
เนื้อเป็ด มีธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง
เนื้อเป็ด มีสังกะสี ช่วยให้อวัยวะสืบพันธุ์ทำงานปกติ ช่วยบำรุงสมรรถภาพทางเพศ
สูตรอาหาร …

Read more

ตับผัดพริกหวานอาหารที่ทำให้ธาตุเหล็กดูดซึมเร็ว สูตรอาหาร เหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่จำเป็นต้องได้รับธาตุเหล็กในปริมาณที่มากขึ้นกว่าเดิม

ตับผัดพริกหวานอาหารที่ทำให้ธาตุเหล็กดูดซึมเร็ว

ตับผัดพริกหวานอาหารที่ทำให้ธาตุเหล็กดูดซึมเร็ว ธาตุเหล็ก นับว่าเป็นอีกหนึ่งอย่างที่จำเป็นสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหลาย เพราะนอกจากจะช่วยให้ทารกในครรภ์มีร่างกายที่แข็งแรง ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดและสมองแล้ว ยังช่วยให้คุณแม่ไม่หน้ามืดเป็นลมง่าย ๆ อีกด้วย อาหารที่ให้ธาตุเหล็กชนิดดูดซึมเร็ว ได้แก่ อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ เครื่องใน หรือ อย่างเช่นเมนูตับหมูที่เราคัดสรรมาในวันนี้ การเลือก ตับหมู ต้องใช้ตับที่สดใหม่ โดย การเลือซื้อตับหมู สดๆ นั้นตับหมู เนื้อจะขึ้นเงา สีอ่อน ซึ่งตับแบบนี้เนื้อจะหนึบๆ ไม่แข็ง กระด้าง หากตับหมูมีสีแดงเข้มไม่ควรเลือกซื้อ ตับแบบนี้เรียก ตับเลือด หากนำมาทำอาหาร ตับหมูจะมีรสขม
การทำความสะอาดตับ ให้ลอกพังผืดที่คลุมตับอยู่ออกให้หมด ไม่อย่างนั้นเวลานำมาทำอาหารตับจะคาว
ในการนำตับมาทำอาหาร ให้ทำแบบวันต่อวัน ไม่ควรเก็บตับไว้กินแบบข้ามวัน
ตับ นั้นสุกง่าย ในการผัดไม่ควรผัดนาน ตับจะเนื้อแข็งและไม่อร่อย
โดยสามารถ ลวกตับ เอาไว้ก่อน ให้ได้ตับความสุกขนาดที่เราต้องการ จากนั้นผัดเครื่องให้เสร็จก่อน และใส่ตับลงไปผัดขั้นตอนสุดท้าย แบบเร็วๆ

ตับผัดพริกหวานอาหารที่ทำให้ธาตุเหล็กดูดซึมเร็ว

ส่วนผสม

ตับหมู หั่นเป็นชิ้น 1 จาน
พริกหวาน หั่นเป็นชิ้น เอา 3 สีเหลือง แดง เขียว 5 ช้อนโต้ะ
หอมหัวใหญ่ ซอย 2 ช้อนโต้ะ
กระเทียม บด 1 ช้อนชา
น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
ซอสถั่วเหลือง 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสน้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 1 ช้อนชา
น้ำซุปหมู 5 ช้อนโต้ะ

วิธีทำ

นำตับหมูมาลวกในน้ำร้อน จากนั้นนำมาแช่ในน้ำเย็น
ตั้งกระทะน้ำมัน ใส่กระเทียมลงไปผัด ใส่หอมใหญ่ และ พริกหวาน ลงไปผัด ปรุงรสด้วย ซอสถั่วเหลือง ซอสน้ำมันหอย และ น้ำตาล
ใส่ตับลงไปผัด และ ตามด้วยน้ำซุป ผัดให้ส่วนผสมเข้ากัน เสริฟใส่จานรับประทานได้…

Read more
บิงซู

บิงซู เกล็ดหิมะสไตล์เกาหลี แต่ทำเองได้ในสไตล์ไทยๆ

บิงซู เกล็ดหิมะสไตล์เกาหลี แต่ทำเองได้ในสไตล์ไทยๆ

บิงซู เกล็ดหิมะสไตล์เกาหลี แต่ทำเองได้ในสไตล์ไทยๆ

บิงซู

บิงซู ที่ไปทานตามร้านมีราคาที่แพงเสียเหลือเกิน และรสชาติของมันก็อร่อยซ่ะเกินห้ามใจ หวานอมเปรี้ยวของผลไม้ที่มากับบิงซู แต่เมื่อมากับสูตรเด็ดเคล็ดลับแล้ว ก็ต้องมีวิธีทำง่ายๆ มาฝากกัน แค่ใช้ตู้เย็นที่บ้านเราเอง ก็สามารถทำบิงซูรับประทานเองได้ โดยไม่ต้องเสียเงินเยอะเลย

วิธีทำบิงซู

ส่วนผสมบิงซู

1. นมสดรสจืด แบบไม่มีไขมัน 1 กล่อง
2. นมข้นหวาน 1 กระป๋อง
3. ไอศครีมรสนม 1 ถ้วย
4. ผลไม้รสเปรี้ยว เช่นมะม่วง สตรอเบอร์รี่
5. ถุงซิปล็อค

วิธีทำบิงซู

1. เทนมใส่ภาชนะ ตักนมข้นหวาน 4 ช้อนโต๊ะผสมลงไปในนมสด คนให้เข้ากัน
2. เทนมใส่ถุงซิปล็อค ไล่ลมออกให้หมด ปิดถุงซิปล็อคให้สนิท ถ้าไม่มีถุงซิปล็อคให้ใช้ถุงพาสติกอะไรก็ได้แล้วพับปิดให้สนิดโดยใช้ที่หนีบมาหนีบ โดยให้ถุงมีลักษณะแบนราบเพื่อให้นมกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งได้ทั่วถึง
3. นำถุงนมไปแช่ช่องฟรีสโดยให้ถุงนอนแบบราบ
4. อีกเคล็ดลับหนึ่งที่จะทำให้บิงซูไม่ละลายและอยู่ได้นานตอนกิน ให้นำชามที่ใส่บิงซูิแช่ฟรีสไปด้วยเลย
5. รอให้นมกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งอีก 3 ชั่วโมง ระหว่างรอเตรียมผลไม้ที่จะทำบิงซู ใครใช้มะม่วงสุกก็หั่นมะม่วงให้เป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ส่วนสตรอเบอร์รี่ก็หั่นเป็นชิ้นบางๆ
6. เมื่อนมในช่องแช่แข็งเริ่มแข็งแล้ว นำออกมาทุบๆ ให้กลายเป็นเกล็ดเล็ก จากนั้นก็นำไปแช่แข็งต่ออีกประมาณ 10 นาที
7. เรียงผลไม้ใส่ชามได้เลย แล้วแต่จะจัดเรียงผลไม้ไว้ชั้นแรกก่อน นำเกล็ดน้ำแข็งออกมาจากตู้เย็น เทน้ำแข็งใส่ชาม ทำให้น้ำแข็งพูนๆ เข้าไว้ ด้านบนประดับด้วยผลไม้ที่เราเตรียมไว้อีกครั้ง
8. โปะไอศครีมรสนมไว้ด้านบน ราดนมข้นหวานหรือซอสสตรอเบอร์รี่อีกรอบหนึ่ง แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จ…

Read more

มะเร็งเต้านม อายุเท่าไรถึงควรเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาล?

มะเร็งเต้านม มีปัจจัย ที่ทำให้เกิดโรคมากที่สุด จาก “พันธุกรรม”ใครก็ตามที่มีบุคคลใน ครอบครัวเป็น โรคมะเร็งเต้านม มาก่อน ควรเข้ารับการตรวจหามะเร็งก่อนที่จะสายเกินไป

มะเร็งเต้านม อ. นพ. วิษณุ โล่ห์สิริวัฒน์ ศัลยแพทย์ตกแต่ง และเสริมสร้าง คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมได้ หากพบคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง เราก็จะมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งมากกว่าคนปกติ

สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งเต้านมมีมากมาย แต่ที่มีการพิสูจน์ทางการแพทย์ ทางพันธุกรรม และยีนอย่างชัดเจนแล้ว คือปัจจัยทางพันธุกรรม โดยมะเร็งเต้านมเป็นเซลล์ที่ผิดปกติบริเวณเต้านม และเซลล์ท่อน้ำนมเป็นเซลล์ที่พบความผิดปกติมากที่สุด

มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้หญิงไทยมากที่สุดเป็นอันดับ 1 เพราะเป็นเซลล์มะเร็งที่แบ่งตัวกระจายได้อย่างรวดเร็ว และรุนแรงถึงชีวิต

ใครที่พบว่ามีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งเต้านม ควรเข้ารับการตรวจหามะเร็งเต้านมตั้งแต่เนิ่นๆ สำหรับอายุที่เหมาะสมในการตรวจหามะเร็งนั้น สามารถกะคร่าวๆ ได้จากอายุของสมาชิกในครอบครัวที่ตรวจพบเจอโรคมะเร็งในครั้งแรก กล่าวคือ หากมีน้องสาวที่ตรวจพบโรคมะเร็งในช่วงอายุ 25 ปี แปลว่าเราก็ควรเข้ารับการตรวจหามะเร็งเต้านมตั้งแต่ช่วงอายุก่อน 25 ปี เป็นต้น

ตามปกติทั่วไปแล้ว ผู้หญิงไทยมักพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งเต้านมในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป แต่แม้จะมีความเป็นไปได้น้อย แต่ก็อาจพบโรคมะเร็งในอายุที่น้อยกว่า 40 ปีได้เช่นกัน

ยีนที่อยู่ในร่างกายของแต่ละคนจะแสดงออกมาในช่วงเวลาที่ต่างกัน หากเรามียีนผิดปกติในร่างกาย อาจไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเป็นโรคมะเร็งเต้านมเสมอไป เพียงแต่อาจจะมีความเสี่ยงสูง และยีนที่ผิดปกตินี้อาจจะแสดงตัวออกมาเมื่อไรก็ได้ ดังนั้นเราจึงต้องตรวจพบให้เจอก่อนว่าเรามีความเสี่ยงหรือเปล่า และอาจจะต้องทำการผ่าตัด รับประทานยา หรือทำการรักษาในแบบอื่นๆ เพื่อยับยั้งไม่ให้เป็นมะเร็ง

แม้ว่ามะเร็งเต้านมจะมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง เพราะมะเร็งเต้านมจัดว่ายังเป็นมะเร็งชนิดที่ดีกว่ามะเร็งอีกหลายชนิดในร่างกาย เช่น มะเร็งตับอ่อน มะเร็งปอด ส่วนใหญ่จะเซลล์ไม่ดี

แต่ส่วนใหญ่มะเร็งเต้านมจะมีการพยากรณ์โรคออกมาดีมาก (การอธิบายผลที่น่าจะเกิดขึ้นของโรคออกมาได้อย่างชัดเจน) เพราะจากสถิติของโรงพยาบาลศิริราช พบว่าผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะ 0, 1 และ 2 สามารถมีโอกาสอยู่รอดปลอดภัยไปอีก 10, 20 หรือ 30 ปีได้มากถึง 90% เลยทีเดียว ดังนั้นคนที่มีความเสี่ยงควรรีบพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ และอย่าเพิ่งหมดกำลังใจในการเข้ารับการรักษากับแพทย์

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com/health/11961/

Read more